ถ้าคุณทำงานกับ AI อยู่ตอนนี้ คุณน่าจะเคยเจอคำถามเดียวกันกับที่เราเจอ คือควรลงแรงเรียนอะไรก่อน ในเมื่อทุกสัปดาห์มีของใหม่โผล่มาเสมอ และไม่มีใครบอกได้ว่าอันไหนจะยังอยู่ในอีก 6 เดือน
เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2026 Andrew Ng เผยแพร่สิ่งที่เขาเรียกว่า AI Engineering Skills Map ซึ่งเป็นความพยายามตอบคำถามนั้นด้วยข้อมูลแทนความรู้สึก แล้วเมื่อวานเขาโพสต์ต่อ ขยายความข้อแรกในแผนที่ออกเป็น 6 ข้อย่อย บทความนี้ตั้งใจอธิบายพื้นฐานให้ครบก่อน ว่าแผนที่ทั้งใบพูดว่าอะไร มาจากไหน และแปลว่าอะไรกับคนที่ต้องทำงานจริง
ที่ Productize เราสร้างและดูแลระบบ AI agent ที่ทำงานอยู่ทุกวัน และเขียนบันทึกกระบวนการไว้เป็นบทความบนบล็อกนี้ ส่วนสุดท้ายจึงเป็นมุมของคนที่ใช้ของพวกนี้จริง ไม่ใช่บทวิจารณ์แผนที่
ช่วงที่ 1แผนที่ของ Andrew Ng พูดว่าอะไร
แผนที่แบ่งทักษะระดับบนสุดไว้ 4 ข้อ
ทั้ง 4 ช่องอ่านสั้นๆ ได้แบบนี้ สร้างและส่งแอป AI ขึ้นใช้งาน คือการทำของที่มีโมเดลอยู่ข้างในให้ใช้งานได้จริง พื้นฐานวิศวกรรมซอฟต์แวร์ คือทักษะเดิมของสายพัฒนาที่ไม่ได้หายไปไหน ทั้งการออกแบบระบบ การเขียนเทสต์ และการดูแลของที่ขึ้นแล้ว การใช้ coding agent คือการทำงานร่วมกับ AI ที่เขียนโค้ดแทนเราได้ ตั้งแต่การมอบงานให้ถูกขนาด การตรวจสิ่งที่มันส่งกลับมา ไปจนถึงการรู้ว่างานแบบไหนไม่ควรมอบให้ ซึ่งเป็นทักษะที่เมื่อ 3 ปีก่อนยังไม่มีตำแหน่งงานไหนต้องการ และ การกำหนดรูปของสิ่งที่จะสร้าง คือการตัดสินว่าจะสร้างอะไร แก้ปัญหาให้ใคร และแค่ไหนถึงพอ ซึ่งเป็นงานตัดสินใจมากกว่างานเทคนิค
ที่มาของแผนที่คือสิ่งที่ทำให้มันน่าเชื่อกว่าความเห็นส่วนตัวของใครคนหนึ่ง Andrew Ng ระบุว่าสังเคราะห์จากการวิเคราะห์ประกาศรับสมัครงานกว่า 10,000 ใบ บวกการสัมภาษณ์เชิงโครงสร้างกับผู้เชี่ยวชาญ ผู้จัดการที่รับคนเข้าทำงาน และนักสรรหาอีกหลายสิบราย รวมถึงข้อมูลจากแบบสำรวจ
เขาอธิบายด้วยว่าทำไมถึงเรียกว่าทักษะ ไม่ใช่ตำแหน่งงาน
I talk about AI Engineering skills rather than the "AI Engineer" role, because the former is much broader.
นั่นแปลว่าแผนที่ใบนี้ไม่ได้เขียนไว้ให้เฉพาะคนที่มีคำว่า AI Engineer อยู่ในชื่อตำแหน่ง แต่เขียนไว้ให้ทุกคนที่ต้องสร้างของด้วย AI ไม่ว่าจะเรียกตัวเองว่าอะไร
สิ่งที่สังเกตได้ทันทีคือสิ่งที่ไม่อยู่บนแผนที่ ทั้ง 4 ช่องบนและ 6 ช่องล่าง ไม่มีช่องไหนชื่อ prompt engineering เลยสักช่อง ไม่ได้หายไปเพราะหมดความสำคัญ แต่ยุบตัวลงไปเป็นส่วนหนึ่งของทักษะที่ใหญ่กว่า คือการเลือกว่าจะป้อนอะไรเข้าไปให้โมเดล ซึ่งเป็นคนละขนาดกับ "เทคนิคการพิมพ์คำสั่ง" ที่คนพูดถึงกันเมื่อสองปีก่อน
ช่วงที่ 2ทำไมแผนที่ถึงออกมาหน้าตานี้
เหตุผลอยู่ในย่อหน้าเดียวที่ Andrew Ng เขียนไว้เอง และมันคือกุญแจของทั้งแผนที่ ความต่างสำคัญระหว่างแอปที่มี AI กับซอฟต์แวร์ทั่วไป คือผลลัพธ์ของตัวแรกเดาล่วงหน้าไม่ได้ คุณไม่รู้ว่าโมเดลจะตอบอะไรออกมา และไม่รู้ว่าโมเดลที่ฝึกมาแล้วจะทายอะไรกับตัวอย่างที่ไม่เคยเห็น
พอเดาผลล่วงหน้าไม่ได้ การวางแผนงานล่วงหน้าก็ทำได้น้อยลงตามไปด้วย งานจึงกลายเป็นการวนซ้ำ คือสร้างชิ้นหนึ่งขึ้นมา ดูผล แล้วตัดสินว่าจะลองอะไรต่อ โดยที่ก้าวถัดไปขึ้นกับผลของก้าวที่แล้วเสมอ
ทักษะที่แผนที่ใบนี้พยายามอธิบาย จึงไม่ใช่รายการเครื่องมือที่ต้องใช้เป็น แต่คือความสามารถในการตัดสินว่าจะลองอะไรต่อ เพราะนั่นคือสิ่งที่ทำให้สร้างระบบที่เชื่อถือได้ ขึ้นมาจากชิ้นส่วนที่เชื่อถือไม่ได้
เมื่อเข้าใจข้อนี้ ลำดับของ 6 ข้อย่อยก็อ่านง่ายขึ้นมาก ทุกข้อในนั้นคือความรู้ที่ทำให้ตัดสินใจก้าวถัดไปได้แม่นขึ้น ไม่ใช่ความรู้ที่ต้องท่องจำเอาไว้เฉยๆ
ช่วงที่ 3แปลว่าอะไรกับคนทำงาน
คำตอบสั้นที่สุดคือ แผนที่ใบนี้ขยายวงคนที่เกี่ยวข้องออกไปกว้างกว่าที่หลายคนคิด Andrew Ng เขียนไว้ชัดว่าทักษะพวกนี้จำเป็นกับ full-stack engineer, data engineer, DevOps, machine learning engineer และ AI engineer ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มสุดท้าย
| ถ้าคุณคือ | สิ่งที่แผนที่นี้บอกคุณ |
|---|---|
| วิศวกรซอฟต์แวร์ | ทักษะเดิมของคุณไม่ได้ด้อยค่าลง มันอยู่บนแผนที่เป็นช่องที่ 2 เต็มๆ ของที่ต้องเพิ่มเข้ามาคือวิธีทำงานกับชิ้นส่วนที่ผลลัพธ์ไม่แน่นอน ซึ่งเป็นคนละวิธีคิดกับที่เคยใช้ |
| Product manager | งานวางแผนแบบล็อกสเปกล่วงหน้าทั้งก้อนใช้ไม่ได้กับของแบบนี้ ที่ต้องเข้าใจใหม่คือทำไมทีมถึงบอกระยะเวลาไม่ได้ และจะตั้งเกณฑ์วัดยังไงให้การวนซ้ำมีทิศ |
| คนที่ไม่ใช่วิศวกร | ช่องที่ 4 คือการกำหนดรูปของสิ่งที่จะสร้าง และช่องนี้เป็นทักษะเชิงตัดสินใจ ไม่ใช่เชิงเทคนิค คุณเข้าไปยืนตรงนั้นได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ด |
| คนที่ทำของอยู่คนเดียว | ในบริษัท 6 ข้อนี้กระจายไปหลายคน ถ้าคุณทำคนเดียว มันมากองบนโต๊ะเดียว ความลึกที่พอดีของแต่ละข้อจึงต่างกัน และต้องเลือกเอง |
อีกข้อที่ควรอ่านให้ตรง คือแผนที่นี้มาจากประกาศรับสมัครงาน ซึ่งแปลว่ามันเป็นภาพของสิ่งที่บริษัทกำลังจ้าง ไม่ใช่คำพยากรณ์ว่าอนาคตจะเป็นยังไง ข้อดีคือวัดจากของจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ข้อจำกัดคือตามหลังของที่เพิ่งเกิดอยู่เสมอ
ช่วงที่ 46 ข้อย่อยที่เพิ่งขยายเมื่อวาน
นี่คือส่วนที่ Andrew Ng เพิ่งเขียนเพิ่ม เป็นการซูมเข้าไปในช่องแรกของแผนที่ คือ "สร้างและส่งแอป AI ขึ้นใช้งาน" ทั้ง 6 ข้อไล่ตามลำดับที่เขาเขียนไว้
1. พื้นฐานโมเดลภาษาขนาดใหญ่
เข้าใจว่าโมเดลตัดข้อความเป็นหน่วยย่อยยังไง และสร้างคำตอบออกมายังไง เพื่อจะรู้ว่าเมื่อไหร่พึ่งได้ เมื่อไหร่มีโอกาสพลาด ความรู้ชุดนี้พาไปถึงการตัดสินใจประจำวันอีกหลายอย่าง เช่นเมื่อไหร่ควรใช้โมเดลที่รับภาพและเสียงได้ด้วย จะแลกอะไรกับอะไรในการเลือกว่าอะไรควรอยู่ใน context window รวมถึงการใช้แคช คือการวางคำสั่งให้ส่วนที่ซ้ำเดิมทุกครั้งอยู่ต้นข้อความ ผู้ให้บริการจะได้คิดเงินส่วนนั้นถูกลง นอกจากนี้ยังมีวันที่ความรู้ของโมเดลหยุดอัปเดต ระดับความพยายามในการคิดต่อหนึ่งคำตอบ ค่าที่คุมความสุ่มของคำตอบ และการเปิดให้โมเดลเรียกเครื่องมือเอง
รวบทั้งหมดเป็นประโยคเดียวคือ ยิ่งรู้ว่าโมเดลทำงานยังไงข้างใน ยิ่งเดาได้ล่วงหน้าว่ามันจะพลาดตรงไหน และเลือกโมเดลหรือส่วนผสมของโมเดลให้ตรงกับงานได้แม่นขึ้น
2. การป้อนข้อมูลให้โมเดล
โมเดลต้องได้ข้อมูลเข้าที่ดีถึงจะให้ผลที่ใช้ได้ การให้โมเดลไปค้นเอกสารของเราก่อนตอบ โดยค้นจากความใกล้เคียงของความหมาย ที่เรียกกันว่า RAG เป็นความพยายามยุคแรก แต่วิธีการป้อนข้อมูลขยายตัวไปไกลกว่านั้นมากแล้ว สิ่งที่ต้องตัดสินคือ อะไรใส่ลงไปในคำสั่งตรงๆ อะไรปล่อยให้โมเดลไปหยิบเองเมื่อต้องใช้ และข้อมูลของเราเหมาะกับการเก็บในรูปไหน จะเป็นดัชนีเวกเตอร์ (เก็บข้อความเป็นชุดตัวเลขเพื่อค้นด้วยความใกล้เคียงของความหมาย) กราฟความรู้ (เก็บเป็นจุดกับเส้นที่บอกว่าอะไรเกี่ยวกับอะไร) หรือชั้นความหมายที่วางทับข้อมูลที่มีโครงอยู่แล้ว เช่นการอธิบายให้โมเดลรู้ว่าคอลัมน์ไหนในทะเบียนลูกค้าแปลว่าอะไร รวมถึงงานแปลงเอกสาร PDF และภาพให้อยู่ในรูปที่โมเดลอ่านได้ และการทำท่อข้อมูลให้สะอาดและสดอยู่เสมอ
3. การสร้างระบบ agent
ระบบแบบนี้มีตั้งแต่ลำดับงานที่กำหนดขั้นตอนไว้ล่วงหน้า ไปจนถึงระบบที่ปล่อยให้โมเดลตัดสินก้าวถัดไปเองซ้ำๆ การตัดสินใจแรกคือเรื่องโครงสร้าง ว่าจะร้อยขั้นตอนไหนต่อกัน ขั้นไหนทำขนานได้ ตรงไหนใช้โค้ดตรงไหนใช้โมเดล และต้องมีทางสำรองเมื่อพลาด ตอนออกแบบลูปยังต้องตัดสินอีกว่าจะให้โมเดลเรียกเครื่องมืออะไรได้บ้าง จะออกแบบความจำยังไง จะจัดการบทสนทนาที่ยาวขึ้นเรื่อยๆ ยังไง และงานแบบไหนถึงต้องใช้หลาย agent แทนตัวเดียว
ส่วนที่ Andrew Ng ย้ำคือการเปลี่ยนต้นแบบที่ดูมีอนาคต ให้กลายเป็นของที่ปลอดภัยพอจะใช้จริง ซึ่งต้องเข้าใจเรื่องรั้วกันพลาด คำสั่งที่ถูกแทรกเข้ามาเพื่อหลอกระบบ และความเสี่ยงอย่างข้อมูลรั่วออกนอกระบบ
4. การพัฒนาที่ขับด้วยการวัดผล
ข้อนี้ Andrew Ng เขียนยาวที่สุด และบอกตรงๆ ว่าจากประสบการณ์ของเขา นี่คือสิ่งที่แยกคนที่เก่งเรื่องนี้ออกจากคนที่ไม่เก่ง คือความสามารถในการเดินลูปวัดผลและวิเคราะห์ข้อผิดพลาดอย่างมีวินัย เพื่อให้ลงแรงถูกทางมากขึ้นเรื่อยๆ
การสร้างเกณฑ์วัดที่ดีเป็นทักษะเชิงเทคนิคที่ลึกในตัวเอง ต้องดูร่องรอยการทำงานและผลลัพธ์จริง สำรวจข้อมูล แล้วเอาความเข้าใจเรื่องผลิตภัณฑ์กับธุรกิจมาประกอบว่าควรวัดอะไร และต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ใช้การตรวจแบบตายตัวด้วยโค้ด เมื่อไหร่ให้โมเดลอีกตัวเป็นผู้ตัดสิน เมื่อไหร่ต้องมีคนอยู่ในลูป และจะประเมินตัวเกณฑ์วัดเองยังไงเพื่อให้มันดีขึ้นตามไปด้วย
5. การดูแลระบบตอนใช้งานจริง
ต่างจากซอฟต์แวร์ทั่วไปเพราะความไม่แน่นอน ต้นทุน และเวลาตอบสนอง สิ่งแรกคือต้องมองเห็นว่าระบบทำงานยังไงกับการใช้งานจริง ติดตามผล จับอาการที่เพี้ยนไปจากเดิม และตอบสนองได้เร็วเมื่อโมเดลพลาดหรือเจอเหตุด้านความปลอดภัย การทำเทสต์กันของเก่าพังและระบบส่งงานอัตโนมัติ ก็ต้องอาศัยการวัดเชิงสถิติมากกว่าซอฟต์แวร์ทั่วไป และควรลงแรงตรวจให้สมกับความเสียหายถ้าพลาด นอกจากนี้ยังต้องเลือกส่วนผสมของเทคนิคให้ถูก เช่นการเลือกโมเดล การย่อโมเดลใหญ่ให้เล็กลง และการลดความซับซ้อนของลำดับงาน เพื่อคุมต้นทุนและความเร็ว
6. พื้นฐาน machine learning
โมเดลสมัยใหม่สร้างขึ้นด้วยเทคนิค machine learning ทั้งแบบเรียนจากตัวอย่างที่มีเฉลย และแบบเรียนจากผลตอบรับ Andrew Ng เขียนไว้ว่าวิศวกรทุกคนที่เขารู้จักและเก่งเรื่องการสร้างของด้วย LLM ล้วนเข้าใจ machine learning ในระดับที่ลึกพอสมควร และงานอีกจำนวนมากยังต้องใช้โมเดลแบบเดิมอยู่ ไม่ว่าจะเป็นโมเดลที่คนอื่นฝึกไว้หรือฝึกเอง
แนวคิดพื้นฐานอย่างการแลกกันระหว่างความเอนเอียงกับความแปรปรวน การวิเคราะห์ข้อผิดพลาด และการจัดการข้อมูล ยังเป็นกรอบคิดหลักในการทำงานกับระบบที่ผลลัพธ์ไม่แน่นอน
ช่วงที่ 5คนที่ทำงานด้วย agent จริง มองยังไง
เราไม่มีอะไรจะแย้งกับแผนที่ใบนี้ สิ่งที่อยากเติมคือ 3 ข้อที่เห็นจากการใช้ของพวกนี้ทุกวัน
ข้อแรก ข้อ 4 มาก่อนข้ออื่นในทางปฏิบัติ Andrew Ng เรียงการวัดผลไว้เป็นข้อที่ 4 ตามลำดับของเนื้อหา แต่ถ้าถามว่าควรลงแรงข้อไหนก่อนเมื่อเวลามีจำกัด เราตอบว่าข้อนี้ เพราะมันเป็นข้อเดียวที่บอกได้ว่าอีก 5 ข้อควรลงแรงตรงไหนต่อ ถ้าขาดข้อนี้ การเลือกที่เหลือคือการเดา และเป็นการเดาที่รู้สึกเหมือนกำลังคืบหน้า
ข้อสอง ประโยคที่ Andrew Ng เขียนไว้สั้นๆ ว่าต้องประเมินตัวเกณฑ์วัดเองด้วย คือประโยคที่กินเวลาเรามากที่สุด ตัวตรวจที่เราเขียนเองไม่มีใครมาตรวจต่อ มันจึงเป็นชิ้นส่วนที่ควรสงสัยที่สุดในระบบ ไม่ใช่ชิ้นที่เชื่อได้มากที่สุด และวิธีเดียวที่จะรู้ว่าตัวตรวจยังทำงานอยู่ คือจงใจทำให้มันแดงให้ดูสักครั้ง
ข้อสาม ข้อ 6 คือข้อที่เราบางที่สุด เราไม่มีพื้นฐาน machine learning ในระดับที่ Andrew Ng หมายถึง และผลของการไม่มีเห็นได้จริงในงานประจำวัน เวลาผลการวัดออกมาแปลก เราแยก "โมเดลทำงานผิด" ออกจาก "ตัวอย่างที่เอามาวัดเอียง" ได้ช้ากว่าที่ควร เขียนไว้ตรงนี้เพราะแผนที่ทักษะที่ติ๊กถูกทุกช่องไม่ได้ช่วยใครวางแผน ช่องที่ยังว่างต่างหากที่บอกว่าควรเดินต่อไปทางไหน
เอาแผนที่ไปใช้กับงานของคุณ
- เอาแผนที่มาไล่ทีละช่องกับของที่ทำอยู่ แล้วให้คะแนนตัวเองแบบหยาบว่าช่องไหนพอใช้ ช่องไหนว่าง อย่าเพิ่งวางแผนก่อนเห็นภาพนี้
- ถามว่าถ้าของที่ทำอยู่ตอบผิดวันนี้ คุณจะรู้ตอนไหน ถ้าคำตอบคือตอนที่มีคนมาบอก ช่องที่ควรลงแรงก่อนคือการวัดผล ไม่ใช่โมเดลตัวใหม่
- เลือกช่องที่บางที่สุด 1 ช่อง แล้วทำให้พอใช้ ไม่ใช่ทำให้เก่ง ครบทุกช่องในระดับพอใช้ มีประโยชน์กว่าเก่ง 2 ช่องและว่างอีก 4
- จดช่องที่ยังว่างไว้ด้วย แผนที่ที่ซื่อสัตย์ใช้วางแผนได้จริง
แผนที่ใบนี้มีประโยชน์ตรงที่เปลี่ยนคำถาม "ควรเรียนอะไรก่อน" ให้กลายเป็นคำถามที่ตอบได้ด้วยการดูของที่ตัวเองทำอยู่ ไม่ใช่ด้วยการไล่ตามของใหม่ที่โผล่มาทุกสัปดาห์
- AI Engineering Skills Map (14 ส.ค. 2026): deeplearning.ai/the-batch/the-ai-engineering-skills-map
- The Batch ฉบับที่ 366: deeplearning.ai/the-batch/issue-366
- รวมงานเขียนของ Andrew Ng: andrewng.org/writing
- เนื้อหา 6 ข้อย่อยในช่วงที่ 4 สรุปจากโพสต์ที่ Andrew Ng เผยแพร่เมื่อ 21 ส.ค. 2026 ซึ่งขยายความข้อแรกของแผนที่
- ไดอะแกรมในบทความนี้เราวาดขึ้นใหม่จากรายชื่อทักษะที่เขาระบุ ไม่ใช่ภาพต้นฉบับ
- ความเห็นในช่วงที่ 5 มาจากบันทึกการทำงานจริงของฝูง agent เราเอง
อ่านต่อในแนวเดียวกัน: รีวิว openworker: AI coworker ของ Andrew Ng · รีวิว Andrej Karpathy Skills · AI Product Management: งานที่เหลือของ PM · ทำไมเทสต์ที่ไม่เคยพังถึงพิสูจน์อะไรไม่ได้