productize.blog
AI Agents · Review

Grok Bot คือผู้ช่วย AI ที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นของตัวเอง

เราเอา Grok Bot มาลองต่อกับผู้ช่วย AI ตัวอื่นที่เราใช้ทำงานอยู่ แล้วให้มันทำงานที่เรารู้คำตอบอยู่แล้วตลอดบ่ายวันหนึ่ง จนรู้ว่ามันเป็นผู้ช่วยแบบไหน เหมาะกับคนเริ่มจากศูนย์แค่ไหน และถ้ามีผู้ช่วย AI หลายตัวทำงานอยู่แล้ว ต้องสร้างอะไรเพิ่มก่อนจะเชื่อผลของมันได้

Yim· เขียนด้วยกันกับ Dobby (AI Oracle)/10 ต.ค. 2026

ถ้าคุณกำลังหาผู้ช่วย AI ที่ทำงานแทนได้จริง อ่านเมล ลงนัด ชื่อ Grok น่าจะผ่านตามาบ้าง สิ่งที่ทำให้ Grok Bot ต่างจากแชท AI ทั่วไปคือได้เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นของตัวเอง เป็นเครื่อง Linux ที่อยู่ฝั่งผู้ให้บริการ ไม่ใช่ Mac ของคุณ เราที่ Productize ใช้ผู้ช่วย AI หลายตัวแบ่งงานกันทำอยู่แล้ว เช่น ตัวหนึ่งช่วยเขียน อีกตัวรีวิวงาน (ผู้ช่วยแบบนี้เรียกว่า agent) เลยอยากรู้ว่าคอมพิวเตอร์ของ Grok Bot เอามาต่อกับทีม agent ของเราได้แค่ไหน

บ่ายวันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม ทางแรกที่ลองคือให้ agent ของเรา login เข้าไปสั่งงานเครื่องของ Grok Bot ตรงๆ ผ่าน SSH (การเข้าไปสั่งงานเครื่องอื่นจากระยะไกลด้วยบรรทัดคำสั่ง) ทางนี้ต้องให้เครื่องของเรากับเครื่องของ Grok Bot มองเห็นกันก่อน เราเลยลง Tailscale (โปรแกรมทำเครือข่ายส่วนตัว ให้เครื่องหลายเครื่องมองเห็นกันเหมือนอยู่บ้านเดียวกัน) ไว้ในเครื่องของ Grok Bot ระหว่างที่คุยกับมันในแอปอยู่ เครื่องนั้นลงโปรแกรมเพิ่มได้เหมือนคอมพิวเตอร์ทั่วไป จากนั้นเรานั่งดูรายชื่อเครื่องในเครือข่ายของเรา ไม่นานชื่อเครื่องของ Grok Bot ก็โผล่ขึ้นมา สองฝั่งมองเห็นกันแล้ว

ราวหนึ่งนาทีต่อมา เครื่องนั้นขึ้นว่าออฟไลน์

ทีแรกเราคิดว่าเครื่องพัง ลอง SSH เข้าไปก็เงียบ แต่พอส่งข้อความหา Grok Bot ในแอปอีกรอบ เครื่องนั้นก็กลับมา ไฟล์และโปรแกรมที่ลงไว้อยู่ครบทุกชิ้น มันไม่ได้พัง มันหลับ พอบทสนทนารอบนั้นจบ คอมพิวเตอร์ก็หยุดนิ่ง แล้วรอจนกว่าจะมีคนปลุก

นาทีนั้นเปลี่ยนคำถามของเราไปทั้งบ่าย ก่อนหน้านั้นเราคิดเหมือนที่หลายคนคิด ว่า Grok Bot คือ AI agent อีกตัวที่เอามาเสียบเข้าระบบหรือเข้าทีม agent ได้ และรอรับงานอยู่ตลอดเวลา เหมือนบริการที่โปรแกรมอื่นเรียกใช้ได้ทุกเมื่อ หลังจากนั้นเราเห็น Grok Bot เป็นอีกอย่าง คือผู้ช่วยที่มีคอมพิวเตอร์ของตัวเอง และเครื่องนั้นหลับในช่วงที่ไม่มีใครคุยด้วย ของที่เราเห็นว่าให้ได้จริงมี 3 อย่าง อย่างแรกคือบัญชีต่างๆ ที่แอปมีช่องให้ต่อไว้แล้ว (คุณ login เอง) อย่างที่สองคือ quota ที่แยกจากแพลน AI อื่นของคุณ อย่างที่สามคือเครื่องที่มีจอ สั่งให้เปิดเว็บในเบราว์เซอร์จริงได้ ข้อหลังนี้เราลองตอนท้ายบ่ายวันเดียวกัน

บ่ายนั้น Productize ทดลองต่อ Grok Bot เข้ากับทีม agent ชุดนี้ ส่งงานที่เรารู้คำตอบอยู่แล้วให้มันทำ แล้วตรวจคำตอบ ตัวเลขผลการทดลองข้างล่างมาจากบันทึกของบ่ายวันนั้น ส่วนอะไรที่เราแค่เห็นในแอป จะบอกไว้ตรงนั้น ที่เขียนต่อจากนี้มีไว้ให้คน 2 แบบ คนแรกเริ่มจากศูนย์ อยากได้ผู้ช่วย AI ที่ทำงานจริงโดยไม่มีทีม IT คนที่สองมี agent หลายตัวอยู่แล้ว (ระบบแบบนี้เรียกว่า multi-agent) และกำลังชั่งใจว่าจะเอา Grok Bot มาต่อด้วยดีไหม

ช่วงที่ 1Grok Bot คืออะไร ต่างจากแชท กับ ChatGPT หรือ Claude ยังไง

Grok Bot คือแอปผู้ช่วย AI บน Mac ผู้ช่วยแต่ละตัวในแอปได้คอมพิวเตอร์ Linux ของตัวเอง การแชทกับ ChatGPT หรือ Claude แบบที่คนส่วนใหญ่ใช้กัน จบที่คำตอบในหน้าต่าง ส่วน Grok Bot ลงมือทำบนเครื่องของมันเองและในบัญชีที่คุณ login ให้ เช่น อ่านเมล ลงปฏิทิน หรือเปิดเว็บใน Chrome บนเครื่องนั้น

ตัวที่เราลองคือแอปบน Mac (macOS) เวอร์ชัน 0.68.1 เจ้าของแอปคือ Cursor บริษัทเดียวกับที่ทำเครื่องมือเขียนโค้ดชื่อ Cursor สิ่งที่เราเห็นกับตามี 3 อย่าง คือตัวแอป รหัสแพ็กเกจของแอป (ชื่อภายในของโปรแกรม) และหน้าเข้าระบบที่เขียนว่า Sign In with Cursor ทั้งหมดนี้บอกว่าแอปเป็นของ Cursor และการใช้งานทุกครั้งหักจากแพลน Cursor ของคุณ ส่วนข้างในใช้โมเดลอะไร และเกี่ยวกับ Grok ของ xAI (บริษัทที่ทำโมเดล Grok) แค่ไหน เราไม่ได้ตรวจ ถ้าคุณไม่เคยใช้ Cursor มาก่อน ให้คิดว่าเป็นบัญชีที่ต้องสมัครก่อนเริ่ม ราคาแพลนเราไม่ได้วัด ให้เช็กกับ Cursor เองตอนสมัคร

เครื่องที่ bot ได้มาเป็น Linux (Debian 13) ลงโปรแกรมเพิ่มได้ แบบที่เราลง Tailscale เอง แต่ในแอปมีปุ่ม Update Computer ที่กดแล้วโปรแกรมที่ลงเพิ่มจะหายหมด เครื่องนี้มีหน้าจอให้เห็นในแอปด้วย และบนเครื่องมี Chrome ให้ใช้ ตอนท้ายบ่ายเราลองส่งงานให้เปิดหน้าเว็บ ก็ทำได้จริง (ผลอยู่ในช่วงที่ 2)

ในแอปยังมีบัญชีที่ต่อไว้ให้เลือกใช้อยู่แล้วหลายตัว ที่เราเห็นมี Gmail, Google Calendar, Slack, Notion, Atlassian, 1Password, X และเครื่องมืออีกสองสามตัวสำหรับโพสต์โซเชียลและรับส่งเมล งานประจำก็ตั้งเป็น routine ในแชทได้เลย จะให้ทำตามเวลาหรือทำเมื่อมีเหตุการณ์ก็ได้

ลองนึกถึงผู้ช่วยที่มีโต๊ะทำงานของตัวเอง ของบนโต๊ะอยู่ครบทุกชิ้น แต่ตัวผู้ช่วยจะมานั่งที่โต๊ะเฉพาะตอนมีคนเรียกชื่อ เรียกจบก็ลุกไป โต๊ะคือคอมพิวเตอร์กับบัญชีที่ต่อไว้ ตอนที่ผู้ช่วยลุกไปก็คือตอนที่เครื่องหลับ

แล้วอะไรเรียกมันได้บ้าง? ทางตรงที่สุดคือพิมพ์หาในแอป แบบที่เราทำตอนต้นเรื่อง แต่ทางนั้นต้องมีคนพิมพ์ ถ้าอยากให้ระบบอื่นหรือเหตุการณ์อื่นปลุก มีอยู่ไม่กี่ทาง และที่เราลองจริงมีแค่ routine แบบ webhook

webhook ของ routine ก็คือประตูให้ระบบอื่นเข้ามาได้ แต่เป็นประตูที่ผูกกับ routine ตัวนั้นตัวเดียว คุณต้องตั้ง routine ไว้ก่อนว่าพอกริ่งดังแล้วให้ทำอะไร ที่ไม่มีคือ API ทั่วไปแบบที่โปรแกรมอื่นจะส่งคำสั่งอะไรเข้ามาก็ได้ และถ้าคุณหวังจะสั่งมันผ่าน Discord หรือ Telegram เราไม่เจอทั้งคู่ในเอกสารการใช้งานของ Grok Bot เลย

ช่วงที่ 2บ่ายเดียวกับ Grok Bot: เราทำอะไร วัดอะไรได้

โจทย์ของบ่ายนั้นสั้นมาก คือให้ agent ของเราส่งงานไปหา Grok Bot ได้ แล้วได้คำตอบกลับมาในแบบที่เราเชื่อได้ ไม่ใช่แค่ส่งถึง

ทางแรกที่ลอง แล้วไปไม่ถึง

ก่อนลงมือ เราอ่าน bridge แบบ open-source ที่นักพัฒนาอีกคนเผยแพร่ไว้ ตัวนั้นเข้าถึง bot ด้วยการ login เข้าคอมพิวเตอร์ของ bot ผ่าน SSH ที่เราลง Tailscale ตอนต้นเรื่องก็เพื่อทางนี้ แต่ไปไม่ถึงขั้นได้สั่งงานจริง จากที่เราศึกษา bridge ตัวนั้น เครื่องของเจ้าของ bridge ตื่นอยู่ได้หลายชั่วโมงบนแอปรุ่นเก่ากว่า (รุ่นนั้นเราไม่ได้ลองเอง) ส่วนเครื่องของเราหลับภายในราวหนึ่งนาทีหลังคุยจบ จะเป็นเพราะแอปรุ่นใหม่ตั้งใจให้หลับหรือเปล่า เราไม่รู้ พอลอง SSH เข้าไปก็เงียบ ถ้าจะใช้ทางนี้ ต้องหาทางปลุกเครื่องไว้ตลอด เช่น ตั้ง routine ให้ปลุกถี่ๆ แม้ไม่มีงาน แต่ทุกรอบที่เครื่องตื่นทำงานจะหัก quota ของแพลน Cursor ส่วน routine แบบ webhook ปลุกเฉพาะตอนมีงานส่งมา เราเลยเลือกทางนั้น

ถึงไม่ได้ใช้ทางนั้น เราก็ได้ของติดมือมาจาก bridge ตัวนั้น คือหลักที่ว่า ส่งถึงไม่ได้แปลว่าทำเสร็จ bridge ตัวนั้นจดทุกงานลงบันทึก และแยกสถานะ "ส่งถึง" กับ "ทำเสร็จ" ให้เห็นแยกกันเสมอ

ทางที่ใช้: ปลุกด้วย webhook แล้วให้มันส่งคำตอบกลับ

เราให้ Grok Bot สร้าง routine ขึ้นมา 1 ตัว พอมีงานส่งมาที่ webhook มันจะตื่น ทำงาน แล้วส่ง callback กลับมาทางที่อยู่ตอบกลับครั้งเดียวที่แนบไปกับงาน ฝั่งเราเขียน relay ตัวเล็กไว้คอยส่งงานและรับคำตอบ งานแรกที่ส่งไปคือให้ bot ตรวจเครื่องของตัวเอง ชื่อเครื่อง เวอร์ชันระบบ จำนวนไฟล์ แล้วรายงานกลับมา งานนี้ยังไม่ใช่งานที่ต้องใช้ฝีมือ เราเลือกเพราะรู้ความจริงอยู่แล้ว จึงตรวจคำตอบได้ทุกตัว ทุกงานที่ส่งไปจะมีเลขงานติดไปด้วย และ relay จดทุกขั้นลงบันทึกของเรา

สิ่งที่ทดสอบผลที่วัดได้
ส่งงานไปปลุก routineฝั่ง Grok Bot ตอบรับว่าได้งานแล้วใน 0.56 วินาที (แค่รับเรื่อง ยังไม่ได้ทำ)
bot ตื่น ทำงาน แล้วส่งคำตอบกลับ18.5 วินาทีนับจากตอนส่ง ระหว่างนั้นรันคำสั่ง 4 ตัว
คำตอบตรงความจริงไหมตรงกับเครื่องจริง เลขงานกลับมาตรงทุกตัวอักษร และแนบรายการคำสั่งที่รันมาเป็นหลักฐาน
เราแกล้งส่งคำตอบปลอมเข้า relay เอง โดยใช้ที่อยู่ตอบกลับที่ relay ไม่เคยสร้างถูกปฏิเสธ บันทึกของเราไม่เปลี่ยนเลย
ลองเปลี่ยนกุญแจของ routine แบบที่ต้องทำถ้ากุญแจหลุดไม่มีปุ่มสร้างกุญแจใหม่ ต้องลบ routine แล้วสร้างใหม่ทั้งตัว ส่งงานด้วยกุญแจเก่าแล้วถูกปฏิเสธ
งานที่สองด้วยกุญแจใหม่ได้คำตอบใน 15.7 วินาที
เครื่องของ bot ระหว่างรองานหลับเมื่อบทสนทนาจบ เข้าเครือข่ายแล้วขึ้นว่าออฟไลน์ภายในราวหนึ่งนาที

มีเรื่องหนึ่งที่เราไม่ได้สั่ง แต่มันทำเอง ตอนสร้าง routine Grok Bot เติมกติกาความปลอดภัยลงไปเอง 1 ข้อ ถ้างานไหนจะต้องส่งข้อความหาคน จ่ายเงิน ลบข้อมูล หรือเปิดเผยรหัสลับ ให้ปฏิเสธแล้วตอบกลับว่าล้มเหลวพร้อมเหตุผล ข้อนี้เราชอบ แต่จะเชื่อผลเพียงเพราะ bot รอบคอบก็ไม่ได้ สิ่งที่ทำให้เชื่อได้จริงคือการตรวจฝั่งเรา

ตอนท้ายบ่าย: ลองงานที่ต้องใช้จอ

ก่อนจบวัน เราส่งงานอีกชิ้นผ่าน relay ตัวเดิม ให้ bot เปิดบทความหนึ่งของเราที่ขึ้นเว็บสาธารณะอยู่แล้ว ใน Chrome บนเครื่องของมันเอง แล้วถ่ายภาพหน้าจอส่งกลับมา ตั้งแต่ส่งงานจนได้ผลกลับมาใช้ราวหนึ่งนาที

ภาพหน้าจอที่ Grok Bot ถ่ายจาก Chrome บนเครื่องของมันเอง เป็นหน้าบทความของ Productize พร้อมแบนเนอร์คุกกี้ด้านล่าง
ภาพที่ bot ส่งกลับมาผ่าน relay เป็นหน้าบทความสาธารณะของเราเอง

ตรงที่ bot ยอมบอกเองว่านับ h2 ด้วยตานี่แหละที่เราชอบ มันไม่ได้ทำเป็นมั่นใจ ผลทั้งหมดบอกว่าจอของเครื่องนี้ใช้งานได้จริง สั่งให้เปิดเว็บแล้วเห็นแบบที่คนเห็น ส่วนงานที่ต้องคลิกต่อหลายขั้นหรือกรอกฟอร์ม เรายังไม่ได้ลอง

ช่วงที่ 3ทางแยก: เริ่มจากศูนย์ หรือมี agent อยู่แล้ว

พอนั่งไล่บันทึกบ่ายนั้นอีกรอบ เราเห็นว่า Grok Bot ตัวเดียวกัน ให้ของไม่เท่ากันกับคน 2 กลุ่ม กลุ่มแรกได้ผู้ช่วยทั้งตัว อีกกลุ่มได้มือเพิ่มอีกคู่ที่มีจอของตัวเอง

เรื่องเริ่มจากศูนย์ ไม่มีทีม ITมี agent หลายตัวอยู่แล้ว
สิ่งที่ได้ผู้ช่วย 1 ตัว พร้อมเครื่องและบัญชีที่ login ไว้ ไม่ต้องดูแลเซิร์ฟเวอร์เพิ่มมา 3 อย่าง: quota ที่แยกจากแพลน AI อื่นของคุณ บัญชีที่แอปมีช่องให้ต่อไว้แล้ว และเครื่องที่มีจอ เปิดเว็บใน Chrome ได้จริง (ลองแล้ว 1 งาน)
ต้องสร้างอะไรเพิ่มไม่ต้องสร้างอะไร แค่สมัครแพลน Cursor แล้วตั้ง routine ในแชทrelay ตัวเล็กที่ตรวจคำตอบเอง
สั่งงานจากระบบอื่นไม่จำเป็นได้ ผ่าน routine หรือห้อง Slack ไม่มี API ทั่วไป
เชื่อผลได้แค่ไหนอ่านรายงานของมัน แล้วเปิดดูของจริงเองrelay ยืนยันได้ว่าคำตอบเป็นของงานนั้น และเก็บหลักฐานที่แนบมาไว้ให้ดู ส่วนเนื้อคำตอบถูกไหม ยังต้องดูจากหลักฐานเอง
สรุปของเราน่าลอง ถ้าราคาแพลน Cursor กับปริมาณงานของคุณลงตัว สองเรื่องนี้เราไม่ได้วัด ต้องเช็กเองก่อน ที่ยืนยันได้คือตั้งผู้ช่วยได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ดต่อได้ ใช้เป็นมือเสริม เช่น งานที่ต้องเปิดเว็บ อย่าใช้เป็นแกนของระบบ

ถ้าเริ่มจากศูนย์: งานแบบไหนควรให้ แบบไหนไม่ควร

ตัวอย่างที่เห็นภาพที่สุดไม่ได้มาจากการทดลองบ่ายนั้น มาจาก routine ที่เราตั้งไว้ในแอปตั้งแต่ก่อนวันทดลองต่างหาก จึงไม่ได้อยู่ในบันทึกการทดลอง และใช้ได้แค่เป็นตัวอย่างว่าตั้งง่ายแค่ไหน ทุกเช้า routine ตัวนี้อ่านกล่องเมล 4 กล่อง หยิบเรื่องที่มีวันที่ไปลงปฏิทิน แล้วรายงานว่าเพิ่มอะไรไปบ้าง routine แบบนี้ตั้งได้ด้วยการพิมพ์บอกในแชท ลองนับขั้นดู ลงแอป เข้าระบบ ต่อ Gmail กับ Calendar แล้วพิมพ์บอกว่าอยากให้ทำอะไรทุกเช้า แค่นั้น ไม่มีเซิร์ฟเวอร์ให้เช่า ไม่มีโค้ดให้เขียน นับเฉพาะตอนตั้ง สำหรับเจ้าของกิจการที่ไม่มีทีม IT นี่คือทางที่สั้นกว่าทางอื่นที่เราเคยเห็น จาก "อยากได้ผู้ช่วย" ไปถึง "มีผู้ช่วยที่เริ่มทำงานแล้ว"

แต่ที่เราชมคือความง่ายตอนตั้ง ยังไม่ใช่ความแม่น เพราะ routine ตัวนี้ลงปฏิทินผิดหรือตกหล่นไปกี่ครั้ง เรายังไม่ได้นับ และยังไม่ใช่ความคุ้ม ราคาแพลนกับ quota ที่งานหนึ่งใช้ เราไม่ได้วัดทั้งคู่ ก่อนสมัครให้เช็กราคากับ Cursor แล้วนึกดูว่าจะให้มันทำงานกี่รอบต่อวัน routine ที่ปลุกบ่อยก็หัก quota บ่อยตาม

งานที่ควรให้:

งานที่ยังไม่ควรให้:

ถ้ามี agent อยู่แล้ว: ต่อได้ไหม ต่อยังไง ต้องสร้างอะไร

ต่อได้ และเราต่อเสร็จในบ่ายเดียว ทางที่ใช้คือ routine แบบ webhook อย่างที่เล่าไปในช่วงที่ 2 แต่ลองถามตัวเองก่อนว่า Grok Bot เพิ่มอะไรให้ทีมที่มีอยู่ คำตอบของเรามี 3 อย่าง อย่างแรกคือ quota ที่แยกจากแพลน AI อื่น เพราะทุกรอบที่ bot ทำงานจะหักจากแพลน Cursor ของคุณ ไม่ใช่จากแพลนที่ agent ตัวอื่นใช้อยู่ อย่างที่สองคือ บัญชีที่แอปมีช่องให้ต่อไว้แล้ว เช่น Gmail, Calendar, Slack ซึ่ง agent ตัวอื่นของคุณอาจยังไม่ได้ต่อ อย่างที่สามคือ เครื่องที่มีจอ ส่งงานที่ต้องเปิดเว็บในเบราว์เซอร์จริงไปให้ได้ แล้วได้ภาพหน้าจอกลับมาเป็นหลักฐาน แบบที่เราลองในช่วงที่ 2

ส่วนการเอา Grok Bot ไปเป็นแกนกลางของระบบอัตโนมัติ เรายังไม่แนะนำ เครื่องของมันไม่ได้ตื่นรอรับงานอยู่ตลอด ต้องมีอะไรมาปลุก เช่น routine แบบ webhook, routine ตามเวลา, routine จับอีเมล หรือข้อความในห้อง Slack ปลุกแล้วก็ตื่นมาทำงาน เสร็จแล้วก็หลับต่อ และไม่มี API ให้ระบบอื่นเรียกเข้ามาตรงๆ งานจากระบบอื่นจึงต้องส่งผ่าน routine เสมอ ซึ่งวิธีส่งงานเข้าอยู่ในมือ Cursor ไม่ใช่เรา ถ้าวันหนึ่ง Cursor เปลี่ยน ฝั่งเราก็ต้องแก้ตาม

ถ้าตัดสินใจจะต่อ ต้องสร้าง relay ไว้ตรงกลางก่อน relay ต้องอยู่บนเครื่องที่รับข้อความจากอินเทอร์เน็ตได้ เพราะคำตอบของ bot ต้องวิ่งกลับมาหามัน ตัวของเราเขียนด้วย Node.js (เครื่องมือรันภาษา JavaScript บนเซิร์ฟเวอร์) ไม่พึ่งโค้ดของคนอื่นเลย ให้ Codex (AI เขียนโค้ดอีกตัว) เขียนตามสเปกใช้ราว 8 นาที ติดตั้งและทดสอบกับของจริงอีกราว 20 นาที เราไม่ได้แจกโค้ดในบทความนี้ แต่เล่าได้ว่างานหนึ่งงานเดินทางไปกลับหน้าตาแบบไหน

ก่อนส่งงานแรก ตั้ง routine แบบ webhook ไว้ 1 ตัว บอกมันในแชทว่าเมื่อมีข้อความเข้ามา ให้ทำงานที่แนบมาในข้อความนั้น แล้วส่งผลกลับตามที่บอกไว้ในข้อความ routine ตัวเดียวจึงรับงานได้หลายแบบ งานตรวจเครื่องกับงานเปิดเว็บในช่วงที่ 2 ก็ส่งผ่าน relay ตัวเดิม

ขาไป relay ส่งข้อความ 1 ก้อนไปยังที่อยู่ webhook ของ routine กุญแจของ routine แนบไปในส่วนหัวของข้อความ (header) ไม่ได้อยู่ในเนื้องาน และเก็บไว้ฝั่ง relay ที่เดียว ในก้อนนั้นมีเนื้องานที่เขียนเป็นภาษาคนธรรมดา เลขงาน ลายนิ้วมือของเนื้องาน (ค่าที่คำนวณจากข้อความงาน แก้ตัวอักษรเดียวค่าก็เปลี่ยน) เส้นตาย และที่อยู่ตอบกลับครั้งเดียว ที่อยู่ตอบกลับนี้เราเขียนต่อท้ายเนื้องานไปตรงๆ พร้อมคำสั่งว่าให้ส่งผลกลับมาทางนี้ และต้องแนบหลักฐานมาด้วย ฝั่ง Grok Bot ตอบรับทันทีว่าได้งานแล้ว แต่นั่นแค่รับเรื่อง relay จึงบันทึกไว้แค่ว่าส่งถึง ถ้าไม่ได้คำตอบรับหรือรอจนหมดเวลา relay บันทึกว่าไม่แน่ใจ แล้วไม่ส่งซ้ำ

ขากลับ bot ทำงานเสร็จแล้วส่งข้อความ 1 ก้อนกลับมาทางที่อยู่ตอบกลับนั้น ในก้อนมีเลขงานกับลายนิ้วมือที่ลอกกลับมาจากขาไป สถานะ (เสร็จ ล้มเหลว หรือเสร็จบางส่วน) ตัวคำตอบ หลักฐาน เช่น รายการคำสั่งที่รันหรือภาพหน้าจอ และเวลาที่ทำเสร็จ relay ตรวจ 3 อย่างก่อนนับว่าเสร็จ ที่อยู่ตอบกลับต้องเป็นอันที่ relay สร้างเองและยังไม่เลยเส้นตาย เลขงานต้องตรง และลายนิ้วมือต้องตรงทุกตัวอักษร ผ่านครบถึงจะขึ้นว่าตรวจแล้ว ส่วนหลักฐาน relay เก็บไว้ให้ดู ไม่ได้ตัดสินแทนว่าถูกหรือผิด

ทั้งขาไปและขากลับยึดหลัก 5 ข้อนี้ ซึ่ง relay ตัวไหนก็ต้องมี

  1. เช็กว่าคำตอบเป็นของงานนี้จริง ก่อนจะนับว่าเสร็จ คำตอบต้องมาทางที่อยู่ตอบกลับครั้งเดียวของงานนั้น (ข้อถัดไป) เลขงานกับลายนิ้วมือต้องตรงกับที่ส่งไปทุกตัวอักษร ขาดข้อไหนก็ยังไม่นับว่าเสร็จ และสั่งในเนื้องานทุกครั้งให้แนบหลักฐานมา เช่น รายการคำสั่งที่รัน เพราะเนื้อคำตอบถูกหรือผิด คุณหรือ agent ตัวอื่นยังต้องดูเองจากหลักฐานนั้น
  2. แนบที่อยู่ตอบกลับครั้งเดียวไปกับทุกงาน relay สุ่มสร้างใหม่ทุกงาน คำตอบที่มาทางอื่นถูกปฏิเสธทันที bot จึงไม่ต้องถือรหัสลับถาวรสำหรับตอบกลับมาหาเราเลย
  3. บันทึกทุกขั้นต่อท้ายไปเรื่อยๆ ไม่แก้ของเดิม ส่งเมื่อไร รับเรื่องไหม ตอบอะไร ตรวจผ่านหรือไม่ ย้อนดูได้ทุกขั้น
  4. ไม่ส่งงานซ้ำเองเด็ดขาด ถ้าไม่แน่ใจว่าส่งถึงไหม ให้บันทึกว่าไม่แน่ใจแล้วรอคนดู เพราะถ้าส่งซ้ำ bot อาจทำงานเดียวกัน 2 รอบ
  5. ถ้ามีคำตอบ 2 แบบที่ไม่ตรงกันสำหรับงานเดียวกัน เก็บไว้ทั้งคู่ แล้วติดป้ายว่ากำกวม ไม่ต้องเลือกเชื่ออันใดอันหนึ่ง

หลักชุดนี้ไม่ได้มีตั้งแต่แรก แบบร่างแรกของเราให้ bot ตอบกลับเข้าห้องแชทของทีม และให้ bot ถือรหัสลับถาวรสำหรับตอบกลับมาหาเราไว้ใช้ทุกครั้ง พอให้ Codex มารีวิว การออกแบบก็เปลี่ยนไป 3 จุด จุดแรก คำตอบต้องกลับมาที่เซิร์ฟเวอร์ของเราเอง จุดที่สอง เปลี่ยนจากรหัสลับถาวรสำหรับตอบกลับ เป็นที่อยู่ตอบกลับครั้งเดียว จุดที่สาม Codex แนะให้ยืมวิธีจดบันทึกของ bridge ตัวนั้นมาใช้ต่อ แทนที่จะคิดใหม่

relay มีเทสต์อัตโนมัติ 7 ข้อ แต่เทสต์ที่ผ่านหมดก็อาจแปลว่าไม่ได้ตรวจอะไรเลย เราจึงแกล้งปิดส่วนที่ตรวจที่อยู่ตอบกลับดู แล้วเทสต์ข้อที่ควรจับได้ก็ล้มจริงตามคาด ตัวตรวจที่ยังไม่เคยจับของผิดให้เราเห็นสักครั้ง เราไม่นับว่าทำงาน หลักเดียวกันนี้เราใช้กับ guardrail (กติกากันพลาดของ agent) ทุกตัวในทีม (เขียนไว้ในบทความ Agent harness: guardrail ข้อไหนหมดอายุแล้ว)

ช่วงที่ 4ต้องระวังอะไร ก่อนเริ่มใช้ Grok Bot

เรื่องที่ทำให้เราสะดุดที่สุดเกิดตอนจะเปลี่ยนกุญแจของ routine เราถาม Grok Bot ว่าสร้างกุญแจใหม่ยังไง มันตอบว่ามีปุ่มให้กด พอเปิดแผงดู ช่องกุญแจเป็นแบบอ่านอย่างเดียว ไม่มีปุ่มที่ว่าเลย ทางเดียวคือให้มันลบ routine แล้วสร้างใหม่ทั้งตัว ส่วนกุญแจนั้นก็โชว์เต็มอยู่บนจอทุกครั้งที่เปิดแผง ก่อนเปิดใช้งานจริง มี 4 เรื่องที่อยากให้รู้

  1. ทุกรอบที่สั่งงานหัก quota จากแพลน Cursor ของคุณ routine ที่ปลุกบ่อยก็หักบ่อยตาม ส่วนงานหนึ่งใช้ไปเท่าไร เรายังไม่ได้วัด
  2. กุญแจของ routine โชว์เต็มบนจอทุกครั้งที่เปิดแผง ใครเห็นจอ ก็เห็นกุญแจ ระวังตอนแชร์หน้าจอหรืออัดคลิปสอนงาน
  3. "เสร็จแล้ว" จาก bot ไม่ใช่หลักฐาน ให้มันแนบสิ่งที่ตรวจได้มาด้วยเสมอ เช่น รายการคำสั่งที่รัน แล้วตรวจฝั่งคุณเอง เรื่องเดียวกับที่เราเจอกับ coding agent หรือ agent ที่เขียนโค้ดให้ (อ่านต่อในบทความ ใช้ coding agent ให้เป็น: แผนที่ทักษะ AI ของ Andrew Ng)
  4. ปุ่ม Update Computer ล้างโปรแกรมที่ลงไว้ ถ้าคุณลงอะไรเพิ่มไว้ กดแล้วต้องลงใหม่หมด

ช่วงที่ 5สิ่งที่เรา ยังไม่ได้วัด

บ่ายเดียวตอบได้แค่บางคำถาม ข้อต่อไปนี้เรายังไม่ได้วัด เลยยังสรุปไม่ได้

ถ้าได้ตัวเลขเมื่อไร เราจะกลับมาเติมในหน้านี้

ช่วงที่ 6เริ่มตรงไหนดี

ถ้าคุณเริ่มจากศูนย์

  1. ต่อบัญชีที่ใช้ทุกวันก่อน เช่น Gmail กับ Calendar และรู้ไว้ว่า ต่อบัญชีไหนก็เท่ากับให้ bot อ่านของข้างในได้
  2. ตั้ง routine แรกให้เป็นงานที่อ่านแล้วรายงาน เช่น สรุปเมลตอนเช้า ถ้าจะให้ลงปฏิทินด้วย ให้มันรายงานทุกครั้งว่าเพิ่มอะไรไป
  3. อ่านรายงานแล้วเปิดดูของจริงเทียบสักสัปดาห์ ก่อนให้มันทำอะไรที่ย้อนกลับไม่ได้

ถ้าคุณมี agent อยู่แล้ว

  1. หางานที่ต้องใช้บัญชีที่แอปมีช่องให้ต่อไว้แล้ว งานที่ต้องเปิดเว็บในเบราว์เซอร์จริง หรืองานที่อยากแยก quota ออกจากแพลนหลักก่อน ถ้าไม่มี ก็ยังไม่ต้องต่อ
  2. ตั้ง routine แบบ webhook ให้ทำงานที่แนบมาแล้วส่งผลกลับ จากนั้นเขียน relay ให้ส่งและรับตามขาไปขากลับข้างบน โดยยึดหลัก 5 ข้อ
  3. ส่งงานแรกเป็นงานที่คุณรู้คำตอบอยู่แล้ว แล้วลองส่งคำตอบปลอมเข้าไปดูว่าระบบปฏิเสธจริงไหม

Grok Bot ไม่ได้มาแทน agent ที่คุณมี มันคือผู้ช่วยที่มีโต๊ะของตัวเองต่างหาก คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่ "จะเสียบมันเข้าระบบยังไง" แต่เป็น "งานไหนที่อยากให้ผู้ช่วยมานั่งทำที่โต๊ะนั้น"

ที่มาและอ้างอิง

อ่านต่อ: ใช้ coding agent ให้เป็น: แผนที่ทักษะ AI ของ Andrew Ng · Human in the Loop: โมเดล 3 ระดับ · Agent harness: guardrail ข้อไหนหมดอายุแล้ว

ติดตาม

รับบทความใหม่และของฟรีก่อนใคร

ทิ้งอีเมลไว้ บทความใหม่และของฟรีเป็นครั้งคราวจะส่งไปให้ ไม่สแปม

ใช้อีเมลเพื่อส่งอัปเดตเท่านั้น

ความคิดเห็น

ร่วมพูดคุย

แบ่งปันความคิดเห็นได้เลย

ชื่อจะแสดงต่อสาธารณะ อีเมลเก็บเป็นความลับ ไม่แสดงที่ไหน

กำลังโหลดความคิดเห็น…