productize.life
TH EN
บัญชี · ภาษี

ตัวเลขกำไรมีสองตัว ภาษีใช้ตัวที่ไม่อยู่ในสมุด

เงินก้อนเดียวกัน บัญชีบอกให้ตั้งเป็นค่าใช้จ่าย ภาษีบอกให้บวกกลับทั้งจำนวน ถูกทั้งคู่ เพราะสองตัวเลขนี้มีไว้คนละหน้าที่กัน

Yim· เขียนด้วยกันกับ Dobby (AI Oracle)/30 ก.ค. 2026/~7 นาที

ในเวิร์กช็อปคำนวณภาษีชุดหนึ่ง มีบริษัทจำลองที่มีลูกหนี้การค้าค้างเกิน 90 วันอยู่ 1 ล้านบาท จากลูกหนี้ทั้งหมด 39 ล้าน ฝ่ายบัญชีทำสิ่งที่ตำราบัญชีสอนไว้เป๊ะ คือตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ แล้วรับรู้เป็นค่าใช้จ่าย 1 ล้านบาทในงวดนั้น

ทำถูกแล้ว ตามหลักความระมัดระวังของบัญชี ถ้ามีสัญญาณว่าเก็บเงินไม่ได้ ต้องรับรู้ความเสียหายไว้ก่อน ไม่ใช่รอให้เสียหายจริงแล้วค่อยบอกคนอ่านงบ

แล้วพอถึงตอนคำนวณภาษี ต้อง บวกกลับเข้าไปทั้ง 1 ล้านบาท เพราะภาษีมองว่ามันยังเป็นแค่ประมาณการ หนี้ยังไม่สูญจริง จะให้เป็นรายจ่ายไม่ได้

เงินก้อนเดียวกัน ตัวเลขเดียวกัน สองคำตอบที่ตรงข้ามกัน และทั้งสองคำตอบถูก

ช่วงที่ 1สองตัวเลข ที่มีไว้คนละหน้าที่

คนมักคิดว่ากำไรทางภาษีคือกำไรทางบัญชีที่ปรับเล็กปรับน้อย ความจริงคือเป็นตัวเลขคนละตัวต่างหาก สร้างขึ้นมาเพื่อคนละเป้าหมายตั้งแต่ต้น

มิติกำไรทางบัญชีกำไรสุทธิทางภาษี
มีไว้ทำอะไรชี้วัดผลการดำเนินงานให้คนอ่านงบเห็นภาพจริงหาตัวเลขภาษีที่ต้องเสียเท่านั้น
เกณฑ์ที่ใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงินประมวลรัษฎากร
ท่าทีต่อความไม่แน่นอนระมัดระวัง เห็นสัญญาณเสียหายก็รับรู้ไว้ก่อนไม่รับประมาณการ ต้องเกิดขึ้นจริงและพิสูจน์ได้
อยู่ที่ไหนในสมุดบัญชีและงบการเงินในกระดาษทำการและแบบ ภ.ง.ด.50

เคสค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญข้างบนอธิบายได้ด้วยตารางนี้ทั้งหมด บัญชีระมัดระวังเลยตั้งเผื่อไว้ ภาษีไม่รับประมาณการก็บวกกลับ ไม่มีใครทำผิด

ถ้าอยากให้หนี้ก้อนนั้นเป็นรายจ่ายทางภาษีได้จริง ต้องเดินตามกฎกระทรวงฉบับที่ 374 ซึ่งกำหนดเงื่อนไขไล่ตามขนาดหนี้ ยอดต่ำกว่า 200,000 บาทใช้การทวงถาม 2 ครั้งบวกเหตุผลว่าฟ้องแล้วไม่คุ้ม ยอด 200,000 ถึง 2 ล้านต้องถึงขั้นศาลรับฟ้อง เกิน 2 ล้านต้องถึงขั้นบังคับคดีหรือประนอมหนี้ กฎหมายไม่ได้ถามว่าเก็บได้หรือไม่ แต่ถามว่าพยายามทวงถึงขั้นไหนแล้วต่างหาก

ช่วงที่ 2สมการ ที่ไม่ได้อยู่ในงบ

เส้นทางจากกำไรในงบไปเป็นฐานภาษีมีหน้าตาแบบนี้

กำไรทางบัญชี + รายได้ทางภาษี + รายจ่ายต้องห้าม รายได้ยกเว้น รายจ่ายหักได้เพิ่ม = กำไรสุทธิทางภาษี

สี่รายการกลางนั่นคือทั้งหมดที่ทำให้ตัวเลขสองตัวไม่เท่ากัน แต่ละตัวมาจากเหตุผลคนละแบบ

  1. รายได้ทางภาษี บัญชีไม่ได้บันทึกเป็นรายได้ แต่กฎหมายสั่งให้นับ เช่นขายของหรือให้กู้ต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือเอาสินค้าของบริษัทไปใช้ส่วนตัว
  2. รายจ่ายต้องห้าม บัญชีลงเป็นค่าใช้จ่ายแล้ว แต่มาตรา 65 ตรี ไม่ให้หัก ค่าใช้จ่ายจะผ่านต้องครบ 4 ข้อ เกี่ยวกับธุรกิจ จำนวนเหมาะสม มีหลักฐานพิสูจน์ได้ และกฎหมายไม่ห้าม
  3. รายได้ยกเว้น บัญชีรับรู้เป็นรายได้แล้ว แต่ภาษียกให้ เช่นเงินปันผลที่เข้าเงื่อนไข นิติบุคคลทั่วไปได้ยกเว้นครึ่งหนึ่ง ส่วนคนที่ถือหุ้นในบริษัทผู้จ่ายไม่น้อยกว่า 25% ได้ยกเว้นทั้งก้อน โดยต้องถือครบ 3 เดือนทั้งก่อนและหลังวันประกาศจ่าย
  4. รายจ่ายหักได้เพิ่ม รัฐอยากส่งเสริมอะไรก็ให้หักมากกว่าที่จ่ายจริง เช่น 1.5 เท่าหรือ 2 เท่า เป็นนโยบายชั่วคราวที่มีวันหมดอายุ

ข้อสุดท้ายมีเลขที่ควรคิดให้จบก่อนใช้ สมมติจ่าย 100 บาทแล้วหักได้ 2 เท่า ที่อัตราภาษี 20% จะประหยัดภาษีได้ 40 บาท เท่ากับเงินสดที่จ่ายออกจริงสุทธิคือ 60 บาท ถ้าของที่จ่ายไปไม่ได้เกิดประโยชน์กับธุรกิจเลย เท่ากับเสียเงินสด 60 บาทเพื่อประหยัดภาษี 40 บาท สู้ยอมจ่ายภาษีไปตรง ๆ ยังคุ้มกว่า

ค่าเสื่อมราคาก็เป็นอีกจุดที่คนพลาดบ่อย สรรพากรกำหนดขั้นต่ำไว้ 5 ปี ถ้าบัญชีตัดยาวกว่านั้นไม่มีปัญหา แต่ถ้าบัญชีตัดเร็วกว่า เช่น 3 ปี ส่วนต่างต้องบวกกลับ เพราะเท่ากับหักรายจ่ายเร็วกว่าที่กฎหมายยอม

ช่วงที่ 3รายได้ 725,000 ที่ไม่มีในสมุดเล่มไหนเลย

เคสที่ทำให้เห็นชัดที่สุดว่าตัวเลขทางภาษีอยู่นอกสมุดบัญชี คือเคสเงินให้กู้ยืมกรรมการ

บริษัทจำลองให้กรรมการกู้ยืมระยะยาว 10 ล้านบาทตั้งแต่ต้นปี โดยไม่คิดดอกเบี้ยเลย ขณะที่ตัวบริษัทเองมีหนี้เงินกู้สถาบันการเงินอยู่ 80 ล้าน ที่อัตรา 7.25%

มาตรา 65 ทวิ (4) บอกว่าการให้กู้ยืมต้องคิดดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่าอัตราตลาด แม้ไม่มีการจ่ายเงินกันจริง และอัตราตลาดที่ใช้ก็ขึ้นกับว่าบริษัทมีหนี้อยู่หรือไม่ ถ้าไม่มีหนี้ใช้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ถ้ามีหนี้เงินกู้ก็ใช้อัตราเงินกู้ เคสนี้จึงใช้ 7.25%

10,000,000 × 7.25% × 1 ปี = 725,000 บาท ที่ต้องบวกเป็นรายได้ทางภาษี

จุดที่น่าสนใจอยู่ที่ข้อควรระวังของเคสนี้ ห้ามเอา 725,000 ไปเดบิต (บันทึกเป็นรายการ) ดอกเบี้ยค้างรับในระบบบัญชี เพราะสัญญาไม่ได้ตกลงคิดดอกเบี้ยกันจริง การลงบัญชีจะไปกระทบการตรวจสอบของผู้สอบบัญชี ให้คำนวณไว้ในกระดาษทำการเท่านั้น

อ่านให้ดี กฎหมายกำลังบอกว่าตัวเลขนี้ต้องมีอยู่เพื่อเสียภาษี และต้องไม่มีอยู่ในสมุดบัญชี พร้อมกัน

ช่วงที่ 4แล้วคนที่สร้างระบบ กับใช้ AI ต้องรู้อะไร

เราสนใจเรื่องนี้เพราะสร้างซอฟต์แวร์บัญชี และเคสข้างบนคือเหตุผลที่งานจริงยากกว่าที่คิด

ถ้ามองว่าโปรแกรมบัญชีคือเครื่องบวกเลขในสมุด กำไรทางภาษีจะไม่โผล่มาเองไม่ว่าจะบวกเก่งแค่ไหน เพราะ ตัวเลขที่ต้องใช้ไม่ได้อยู่ในข้อมูลที่มี มันมาจากกฎที่อยู่ในประมวลรัษฎากร ไม่ได้อยู่ในรายการที่บันทึกไว้ ดอกเบี้ย 725,000 บาทนั้นไม่มีเอกสารรองรับ ไม่มีเงินโอน ไม่มีบรรทัดในสมุด มีแต่สัญญาเงินกู้ที่ไม่ได้ตกลงคิดดอกเบี้ย กับกฎหมายที่บอกว่ายังไงก็ต้องคิด

เรื่องนี้ต่อกับสิ่งที่เขียนไว้ในตอน professional skepticism ที่ AI แทนไม่ได้ โดยตรง ตอนนั้นบอกว่าเครื่องมือตอบคำถามที่เราถามได้เร็วมาก แต่ไม่รู้ว่าเราลืมถามอะไร เคสนี้แรงกว่านั้นอีกชั้น คือคำตอบไม่ได้อยู่ในข้อมูลตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะถามเก่งแค่ไหนก็ไม่เจอ ถ้าไม่มีใครเอากฎมาใส่ให้

เพราะงั้นเวลาให้ AI ช่วยงานภาษี สิ่งที่มันช่วยได้ดีคือจับรายการที่เข้าข่ายต้องปรับปรุงขึ้นมากอง เทียบยอดข้ามงวด ไล่ดูว่ารายการไหนขาดหลักฐาน ส่วนสิ่งที่มันช่วยไม่ได้คือบอกว่ารายการนี้เข้ามาตราไหน เพราะการตัดสินนั้นต้องมีคนที่อ่านกฎมาแล้วเป็นคนวาง

เริ่มตรงไหนดี

ถ้าเป็นเจ้าของกิจการหรือคนที่ต้องเซ็นแบบ ลองสามข้อนี้กับรอบบัญชีที่กำลังจะปิด

  1. ขอกระดาษทำการกระทบกำไรทางบัญชีไปเป็นกำไรทางภาษี ไม่ใช่ขอแค่ยอดภาษีที่ต้องจ่าย ถ้ายังไม่มีกระดาษนี้ ก็ยังไม่มีใครอธิบายที่มาของตัวเลขได้
  2. ไล่ดูรายการที่ตั้งเผื่อหรือประมาณการทุกตัว ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ค่าเผื่อสินค้าเสื่อมสภาพ ประมาณการหนี้สิน ทั้งหมดนี้ภาษีไม่รับ ต้องบวกกลับ
  3. เช็คว่ามีเงินให้กู้ยืมกรรมการหรือผู้ถือหุ้นค้างอยู่ไหม ถ้ามีและไม่ได้คิดดอกเบี้ย ให้คำนวณดอกเบี้ยตามอัตราตลาดไว้ในกระดาษทำการ อย่ารอให้สรรพากรมาคำนวณให้

สามข้อนี้ไม่ต้องรู้กฎหมายทั้งเล่มก็ทำได้ และมันคือจุดที่ผลต่างระหว่างสองตัวเลขมักซ่อนอยู่

สิ่งที่เปลี่ยนมุมมองเราคือการเลิกคิดว่าภาษีเป็นขั้นตอนต่อท้ายงานปิดบัญชี กำไรทางภาษีไม่ได้เกิดจากการคำนวณกำไรทางบัญชีให้เสร็จก่อนแล้วปรับ มันเป็นตัวเลขคนละตัวที่ต้องประกอบขึ้นมาจากกฎ ขนานกันไปกับงบ ใครเข้าใจตรงนี้ก่อน ก็จะออกแบบทั้งกระบวนการและระบบได้ต่างจากเดิม

อ่านต่อได้ที่ ใบรับรองแทนใบเสร็จ ซึ่งเป็นชั้นหนึ่งของลำดับหลักฐานที่ทำให้รายจ่ายไม่กลายเป็นรายจ่ายต้องห้าม ส่วนอีกปลายทางของงบชุดเดียวกันคือ การยื่นงบการเงินกับ DBD (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า)

ที่มาและอ้างอิง
ติดตาม

รับบทความใหม่และของฟรีก่อนใคร

ทิ้งอีเมลไว้ บทความใหม่และของฟรีเป็นครั้งคราวจะส่งไปให้ ไม่สแปม

ใช้อีเมลเพื่อส่งอัปเดตเท่านั้น

ความคิดเห็น

ร่วมพูดคุย

แบ่งปันความคิดเห็นได้เลย

ชื่อจะแสดงต่อสาธารณะ อีเมลเก็บเป็นความลับ ไม่แสดงที่ไหน

กำลังโหลดความคิดเห็น…